รายงานผลการวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ

ประเภทข้อมูล สิ่งพิมพ์สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา
ผู้ศึกษาผลงานวิจัย ดร. สมชัย ฤชุพันธุ์,สฤณี อาชวานันทกุล,ณัฐพงษ์ ดำรงรัตน์
ปีที่ผลงานวิจัยแล้วเสร็จ 2547
จำนวนหน้า 116
ผลงานวิจัยสอดรับยุทธศาสตร์การศึกษา ยุทธศาสตร์สร้างโอกาสทางการศึกษาแก่ประชาชนทุกกลุ่มอย่างเสมอภาค และเป็นธรรม
ผลงานวิจัยสอดรับกับกรอบและทิศทางการวิจัย อื่นๆ
รายงานผลการวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ กล่าวถึง ปัญหาเรื่องการศึกษาไทยนั้นเป็นประเด็นที่มีการโต้เถียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาเป็นรายงานวิจัยมากมายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในอดีตมีผู้ตั้งข้อสังเกตหลายครั้งว่า ปัญหาด้านการศึกษาของไทยนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเงินงบประมาณจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเปรียบเทียบกับระดับการใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ ชี้ว่าระดับการใช้เงินของประเทศไทยในด้านนี้ไม่ด้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2545 เงินทุนที่ใช้เพื่อการศึกษาของไทย ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคครัวเรือน มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 6.8 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD และ 20 ประเทศพันธมิตร OECD คือร้อยละ 6.1 ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ เงินงบประมาณที่รัฐบาลไทยใช้เพื่อการศึกษาได้เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ3.9 ต่อปี โดยมีปริมาณเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 208,614.1 ล้านบาท เป็น 262,938.3 ล้านบาท ในช่วงปี 2542 - 2548 ในขณะที่เงินงบประมาณรวมของประเทศเพิ่มขึ้นจาก 825,000 ล้านบาท เป็น 1,200,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.5 ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินงบประมาณโดยรวมที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ได้ส่งผลให้อัตราส่วนของเงินงบประมาณด้านการศึกษาต่อเงินงบประมาณทั้งหมดลดลงจากร้อยละ 25.3 เป็นร้อยละ 21.9 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับของต่างประเทศคือร้อยละ 13.5 โดยเฉลี่ยค่อนข้างมาก ในช่วงเวลาเดียวกัน และในภาพรวมของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เงินงบประมาณจากภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 58.99-78.77 ของค่าใช้จ่ายด้านนี้ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 88.44 ส่วนที่เหลือเป็นเงินลงทุนของภาคเอกชน (โรงเรียนเอกชน) และภาคครัวเรือน (เงินค่าซื้อหนังสือนอกเวลา ฯลฯ)