FirstPrev1234567777879NextLast v
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ จันทร์เจริญ
ปี 2544 (9 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง การศึกษาศักยภาพของสถาบันราชภัฏสวนดุสิต ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิทักษ์ จันทร์เจริญ กล่าวถึงในการตอบสนองสภาพการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปของประเทศ ภารกิจหลักของอุดมศึกษาจะอยู่ภายใต้การกำกับของหลักการร่วมพื้นฐาน 3 ประการ คือ การปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาเพื่อการกระจายโอกาสและความเสมอภาค การปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาอย่างมีประสิทธิภาพ การปฏิบัติภารกิจอุดมศึกษาที่มีคุณภาพและความเป็นเลิศ ความมีประสิทธิภาพ ความมีคุณภาพ และความเป็นเลิศของอุดมศึกษา จะทำให้อุดมศึกษาเป็นกลไกที่กระตุ้นให้เกิดการพัฒนาภูมิปัญญาไทยให้ทันสมัยและนำ สภาพการแข่งขันทางเศรษฐกิจในประชาคมประเทศ การกระจายโอกาสและความเสมอภาคจะแก้ไขปัญหาของสังคมไทยและทำให้ฐานการผลิตทางเศรษฐกิจในระดับมหาชนมีประสิทธิภาพในการทำงานสูงขึ้น โดยหลักการดังกล่าวภารกิจอุดมศึกษาทุกๆ ด้านต้องได้รับการทบทวนและเสริมสร้างให้สามารถตอบสนองความต้องการของสังคมและเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงของสังคมให้ดียิ่งขึ้น
โดย ดร.เกียรติกำจร กุศล
ปี 2543 (10 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง รูปแบบความสัมพันธ์โครงสร้างเชิงสาเหตุขององค์ประกอบที่มีอิทธิพลต่อภาวะความเป็นผู้นำของคณบดีสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ ในสังกัดทบวงมหาวิทยาลัย ของ ดร.เกียรติกำจร กุศล กล่าวถึงสถาบันอุดมศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีการมุ่งเน้นเพื่อส่งเสริมวิชาการและวิชาชีพชั้นสูง โดยมีภารกิจทั้งด้านการสอน การทำวิจัย ให้บริการวิชาการแก่สังคม การถ่ายทอด และพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสมและทำนุบำรุงศิลปวัฒนธรรม จากการที่สถาบันอุดมศึกษากำลังเปลี่ยนแปลงไปสู่ระบบใหม่ที่ไม่ใช่ระบบราชการ จึงต้องมีการบริหารจัดการให้สถาบันอุดมศึกษาอยู่รอดในระยะยาวได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น ความรู้ ความสามารถ และศักยภาพเฉพาะตัวของบุคคลเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะคณบดีซึ่งเป็นผู้บริหารสูงสุดในระดับคณะวิชา ต้องมีคุณสมบัติด้านภูมิหลัง คุณลักษณะเฉพาะของความเป็นผู้นำ ที่โดดเด่นเป็นที่ยอมรับในกลุ่มอาจารย์ ตลอดจนมีพฤติกรรมความเป็นผู้นำที่เหมาะสม ดังที่ Bogue (1994) กล่าวว่าหากคณบดีเป็นผู้นำ ที่มีประสิทธิภาพจะได้รับความร่วมมือเป็นอย่างดีจากผู้ร่วมงาน การดำเนินงานภายในคณะวิชาจะราบรื่น นักศึกษา คณาจารย์และบุคลากรมีความสุข มีความพึงพอใจในการทำงาน และมีความรักความศรัทธาต่อคณะวิชา
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์
ปี 2543 (9 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง การปฏิรูประบบการเรียนการสอนในระดับอุดมศึกษา : การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ในระดับปริญญาตรี ของ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. พันธ์ศักดิ์ พลสารัมย์ กล่าวถึงสถาบันอุดมศึกษาเป็นแหล่งสร้างองค์ความรู้และทรัพยากรมนุษย์ที่สำคัญของสังคม โดยมีภารกิจหลักอยู่ 4 ประการ ได้แก่ การสอนหรือผลิตบัณฑิต การสร้างองค์ความรู้ใหม่หรือการวิจัย การบริการทางวิชาการ และการทำนุบำรุงส่งเสริมวัฒนธรรมปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ในสังคมที่มีความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีและภาวะการแข่งขันสูง ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความเร่งด่วนในการพัฒนาประเทศ และมีความต้องการทรัพยากรมนุษย์ที่มีคุณภาพสูงมากกว่าระยะเวลาที่ผ่านมา “สถาบันอุดมศึกษาเป็นองค์กรพัฒนาการศึกษาระดับสูงที่ไม่เพียงสูงด้วยตำราสาระที่เป็นข้อมูลและรูปแบบเทคโนโลยี หากน่าจะเป็นความสูงด้วยระดับคุณภาพของคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสูงด้วยภูมิปัญญาและศีลธรรม” (ระพี สาคริก, 2530) สิ่งสำคัญประการหนึ่งสำหรับโลกปัจจุบันและในอนาคต คือการที่ผู้เรียนมีวิธีการเรียนรู้ตลอดเวลาและเหมาะสมท่ามกลางข้อมูลที่มากมาย ซึ่งกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพของผู้เรียนจึงเป็นสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาขึ้นมา
โดย นางสาวพิชญ์ ขำมา
ปี 2543 (6 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง ผลของการส่งเสริมจริยธรรมทางสังคมตามแนวคอนสตรัคติวิสต์ของเด็กวัยอนุบาล โดยการใช้การอภิปรายเพื่อแก้สถานการณ์ที่มีข้อขัดแย้งทางจริยธรรมในนิทานที่มีทางสองแพร่ง ของ นางสาวพิชญ์ ขำมา กล่าวถึงด็กในช่วงวัยอนุบาลถือว่าเป็นช่วงที่สำคัญมาก เพราะหากเด็กได้มีการพัฒนาจิตใจของเด็กในวัยนี้แล้วก็นับว่าเป็นการวางพื้นฐานในการพัฒนาจริยธรรมด้วยเพราะอยู่ในวัยระยะเริ่มต้นที่จะเรียนรู้กฏเกณฑ์ต่าง ๆ ทางสังคมรวมทั้งกฏเกณฑ์ทางจริยธรรม และเป็นวัยที่ต้องการปูพื้นฐานทางจิตใจอย่างเหมาะสมเพื่อให้เด็กได้มีความพร้อมที่จะพัฒนาทางจริยธรรมได้อย่างเต็มที่เมื่อเด็กเจริญเติบโตเป็นผู้ใหญ่
โดย นายวุฒิสิทธิ์ สมตุ้ย
ปี 2555 (8 หน้า)

การจัดการเรียนการสอนในรายวิชาคณิตศาสตร์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่ขาดทักษะกระบวนการด้านการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ นักเรียนสามารถทำแบบฝึกหัดที่เป็นโจทย์พื้นฐาน หรือเขียนแสดงวิธีการแก้ปัญหาง่าย ๆ ได้ แต่ถ้าเป็นปัญหาคณิตศาสตร์ที่ต้องใช้ทักษะกระบวนการที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยเฉพาะโจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ ด้วยเหตุนี้แสดงให้เห็นได้ว่านักเรียนขาดทักษะกระบวนการการแก้ปัญหา และกิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือเป็นกิจกรรมหนึ่ง ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนในทักษะต่างๆ ได้ ทั้งนี้เนื่องจาก กิจกรรมการเรียนรู้แบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนสำคัญ ฝึกให้ผู้เรียนรู้จักการทำงานเป็นทีมช่วยเหลือสนับสนุนกันและกันแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน และมีความรับผิดชอบร่วมกันทั้งในส่วนตัวและส่วนรวมเพื่อให้กลุ่มได้รับความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้

          จากการศึกษาพบว่า ผลการใช้ทักษะการเรียนรู้แบบร่วมมือในห้องเรียน เพื่อส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เงินและการบันทึกรายรับ - รายจ่าย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/6 โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์วิทยาลัย ผลคะแนนเฉลี่ยของนักเรียนของห้อง คือ ร้อยละ 84.17 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ คือ ร้อยละ 80 และคะแนนของนักเรียนแต่ละคนคิดเป็นร้อยละ ได้ระดับคุณภาพดังนี้ ระดับดีมาก 39 คน ระดับดี 6 คน และระดับพอใช้ 4 คน จากผลคะแนนจากแบบทดสอบดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า การใช้ทักษะการเรียนรู้แบบร่วมมือในห้องเรียน ช่วยส่งเสริมทักษะการแก้ปัญหาทางคณิตศาสตร์ เรื่อง เงินและการบันทึกรายรับ รายจ่าย ได้ดีขึ้น
โดย นางกัลยา มีแสง
ปี 2555 (10 หน้า)

 การวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อการเรียน การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ทัศนคติต่อครูผู้สอน และการสนับสนุนทางวิชาการของโรงเรียน กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย และเพื่อศึกษาน้ำหนักความสำคัญของปัจจัยคัดสรร ได้แก่ ความรับผิดชอบต่อการเรียน การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ทัศนคติต่อครูผู้สอน และการสนับสนุนทางวิชาการของโรงเรียน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย

          ผลการวิจัยสรุป (1) ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์พหุคูณระหว่างตัวแปรปัจจัยคัดสรรทั้ง 4 ด้าน คือ ความรับผิดชอบต่อการเรียน การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ทัศนคติต่อครูผู้สอน และการสนับสนุนทางวิชาการของโรงเรียน กับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย มีค่าเท่ากับ .807 ซึ่งมีความสัมพันธ์กันที่ระดับนัยสำคัญของสถิติอยู่ระดับ .01 โดยตัวแปรปัจจัยคัดสรร ทั้ง 4 ด้าน ร่วมกันอธิบายความแปรปรวนของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน รายวิชาภาษาไทย ได้ร้อยละ 65.10 และ (2) ค่าน้ำหนักความสำคัญของตัวแปรปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลทางบวกต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย โดยปัจจัยคัดสรรทั้ง 4 ด้าน ประกอบด้วย ความรับผิดชอบต่อการเรียน การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง ทัศนคติต่อครูผู้สอน และการสนับสนุนทางวิชาการของโรงเรียน ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 โดยปัจจัยคัดสรรที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรายวิชาภาษาไทยมากที่สุด คือ ทัศนคติต่อครูผู้สอน รองลงมา ได้แก่ การสนับสนุนทางวิชาการของโรงเรียน การส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้ปกครอง และความรับผิดชอบต่อตนเอง 

โดย ดร.วาสนา บุญสม
ปี 2555 (8 หน้า)

          การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสร้างและศึกษาประสิทธิภาพชุดการสอนจุลบท และเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ด้านพุทธิพิสัย ทักษะพิสัยและระดับเจตพิสัยของกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมในการพัฒนาสมรรถนะด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ของนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา ปีการศึกษา 2554 ที่ลงทะเบียนรายวิชาการอ่านเพื่อชีวิต จำนวน 88 คน โดยแบ่งเป็น     2 กลุ่ม คือกลุ่มทดลองจำนวน 44 คนและกลุ่มควบคุมจำนวน 44 คน ซึ่งได้จากการสุ่มอย่างง่าย  เครื่องมือการวิจัยประกอบด้วยชุดการสอนจุลบทจำนวน   3  ชุด   แบบทดสอบพุทธิพิสัยและทักษะพิสัย  รวมถึงแบบวัดเจตพิสัยด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์  ระยะเวลาการทดลองเริ่มตั้งแต่ มิถุนายน - กรกฎาคม 2554 รวมกลุ่มละ 9 คาบๆ ละ 150 นาที การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าประสิทธิภาพระหว่างใช้ (E1)             ค่าประสิทธิภาพหลังใช้ ( E2   ) และการทดสอบมีแบบกลุ่มตัวอย่างอิสระจากกัน

          ผลการวิจัยพบว่า ชุดการสอนจุลบทวิชาการอ่านเพื่อพัฒนาทักษะทางด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์ มีประสิทธิภาพระหว่างใช้เท่ากับ  82.52   และมีประสิทธิภาพหลังใช้เท่ากับ  81.67 (  E1/ E2 =    82.52/ 81.67) การเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์พุทธิพิสัยและทักษะพิสัยหลังการเรียนของนักศึกษากลุ่มทดลองที่ใช้ชุดการสอนจุลบทพบว่า นักศึกษามีผลสัมฤทธิ์ด้านพุทธิพิสัยและทักษะพิสัยหลังการเรียนสูงกว่ากลุ่มควบคุม อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01 การเปรียบเทียบเจตพิสัยด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์พบว่า นักศึกษาที่เรียนโดยใช้ชุดการสอนจุลบทมีเจตพิสัยด้านการอ่านเชิงวิเคราะห์วิจารณ์สูงกว่านักศึกษากลุ่มควบคุมที่เรียนโดยใช้แผนการสอนตามปกติ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01
โดย นางสาวชนิดา มิตรานันท์
ปี 2556 (10 หน้า)

          การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและหาคุณภาพของแบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3  เพื่อจัดทำคู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่านในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และเพื่อทดลองใช้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านพร้อมคู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านในสภาพจริง โดยมีลำดับขั้นตอนในการวิจัยเพื่อพัฒนาแบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่าน 5 ขั้นตอน

          ผลการวิจัยสรุปได้ว่า

          1) แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านสำหรับเด็กที่มีปัญหาทางการเรียนรู้ด้านการอ่าน ชั้นประถมศึกษาปีที่  มีคุณภาพรายข้อด้านความยากของข้อสอบอยู่ระหว่าง 0.20 ถึง 0.80 และมีค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.21 ถึง 0.84 และมีค่าความเที่ยงเท่ากับ 0.95 นอกจากนี้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านมีความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง และความตรงตามสภาพ

2) การทดลองใช้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านพร้อมคู่มือการใช้แบบทดสอบวินิจฉัยด้านการอ่านในสภาพจริง พบว่า แบบทดสอบฯ ใช้ง่าย และไม่ยุ่งยาก และคู่มือมีรายละเอียดของวิธีดำเนินการสอบ การตรวจให้คะแนน เกณฑ์การวินิจฉัย และการแจ้งผลการวินิจฉัยที่เข้าใจง่าย ครูสามารถนำไปใช้บริหารการสอบด้วยตนเองในสภาพจริงได้ 

โดย นางสาวอุไรวรรณ ชินพงษ์
ปี 2555 (7 หน้า)
     การวิจัยนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาพฤติกรรมบ่งชี้ของคุณลักษณะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน และศึกษาประสิทธิผลของการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน ผลการวิจัยพบว่า คุณลักษณะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน มีองค์ประกอบ 3 ประการ คือ ความสามารถในการจัดการตนเอง การควบคุมและตรวจสอบตนเอง และการปรับปรุงตนเอง รูปแบบการจัดการเรียนรู้ มี 7 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 วิเคราะห์ตนเอง ขั้นที่ 2 ออกแบบการเรียนรู้ ขั้นที่ 3 ดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 4 นำเสนอผลการเรียนรู้  ขั้นที่ 5 สังเคราะห์ความรู้  ขั้นที่ 6 ตรวจสอบผลการเรียนรู้  ขั้นที่ 7 สะท้อนผลการเรียนรู้ และด้านประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณลักษณะการเรียนรู้ด้วยการนำตนเองของนักศึกษาวิทยาลัยชุมชน พบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้มีความเหมาะสมในการนำไปใช้อยู่ในระดับมาก ผลการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และผู้เรียนมีความพึงพอใจในรูปแบบการจัดการเรียนรู้ฯ อยู่ในระดับมาก
โดย นางรัชนก แสงขำ
ปี 2555 (9 หน้า)

     การวิจัยมีจุดมุ่งหมายเพื่อศึกษาระดับพฤติกรรมรักการอ่านของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษา  เพื่อเปรียบเทียบพฤติกรรมรักการอ่านของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาก่อนการทดลองและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาระดับความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษา และเพื่อเปรียบเทียบความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาก่อนการทดลองและหลังการทดลอง ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมรักการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาอยู่ในระดับดีมาก พฤติกรรมรักการอ่านของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาสูงกว่าก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการสอนแบบสมดุลภาษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05  ความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาอยู่ในระดับดี และความรู้พื้นฐานภาษาอังกฤษของเด็กปฐมวัยหลังการทดลองจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบสมดุลภาษาสูงกว่าก่อนการทดลองจัดกิจกรรมการสอนแบบสมดุลภาษา อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


FirstPrev1234567777879NextLast v