FirstPrev1234567161718NextLast v
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.จีระพันธุ์ พูลพัฒน์
ปี 2543 (10 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง ระบบกลไก และประสิทธิภาพของสถานเลี้ยงดูเด็กของภาครัฐ และเอกชนในปัจจุบัน ของ รองศาสตราจารย์ ดร.จีระพันธุ์ พูลพัฒน์ กล่าวถึงการอบรมเลี้ยงดูเด็กวัยแรกเกิดถึง 6 ปีนั้น มีความสำคัญยิ่งในการสร้างพื้นฐานของความเป็นมนุษย์ เป็นภาระหน้าที่ทั้งพ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู อาจารย์ และบุคคลในชุมชน ควรให้ความร่วมมือในการอบรมเลี้ยงดู ปลูกฝังการประพฤติปฏิบัติจริยธรรมค่านิยมที่พึงประสงค์ ให้เด็กมีความอบอุ่นมั่นคงในอารมณ์ ทำตนให้มีคุณค่า มีประโยชน์ในสังคมได้เหมาะสมตามวัย และมีความพร้อมที่จะเรียนต่อในชั้นสูงขึ้น หากเด็กในวัยนี้ได้รับการเอาใจใส่ดูแลอย่างถูกต้องในวันนี้ ประเทศชาติก็จะได้พลเมืองที่มีคุณภาพในอนาคตข้างหน้าอย่างแน่นอน
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี โยเหลา
ปี 2544 (11 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง การศึกษาฉันทามติเกี่ยวกับการจัดบริการสถานเลี้ยงดูเด็กในประเทศไทย ของ รองศาสตราจารย์ ดร.ดุษฎี โยเหลา กล่าวถึงการดำเนินงานเกี่ยวกับการพัฒนาเด็กในปัจจุบันขึ้นอยู่กับแผนระดับประเทศ 3 แผน แผนแรก แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 8 (พ.ศ. 2540–2544) ที่กล่าวถึงสังคมไทยที่พึงประสงค์ในอนาคตว่า “เด็กไทยทุกคนจะได้รับการดูแลเอาใจใส่ด้านสุขภาพตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดา ได้รับสารอาหารครบถ้วนตั้งแต่ปฐมวัย รวมทั้งได้รับการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างน้อย 12 ปี และทุกคนมีโอกาสเข้าถึงบริการพื้นฐานทางสังคมที่มีคุณภาพ”และกำหนดเป้าหมายของการพัฒนาว่า “เพิ่มปริมาณการเตรียมความพร้อมทุกด้านของเด็กปฐมวัย (0–5 ปี) อย่างมีคุณภาพ”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.สุวิมล ว่องวาณิช
ปี 2546 (12 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง การวิเคราะห์ความเหมาะสมขององค์ประกอบที่ใช้ในระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัย ปีการศึกษา 2543-2545 รองศาสตราจารย์ ของ ดร.สุวิมล ว่องวาณิช กล่าวถึงระบบการสอบคัดเลือกเข้ามหาวิทยาลัยยังเป็นประเด็นปัญหาที่ผู้เกี่ยวข้องวิพากษ์และหาแนวทางปรับปรุง เพื่อให้เป็นระบบที่สามารถคัดคนเข้าเรียนได้เหมาะสมและสอดคล้องกับการจัดการศึกษาที่เป็นไปตามหลักการของการปฏิรูปการเรียนรู้ ระบบการสอบคัดเลือกที่กำลังใช้อยู่ในปัจจุบัน เรียกว่า ระบบ ENTRANCE เริ่มใช้ตั้งแต่ปีการศึกษา 2543 ถือว่าเป็นระบบที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมากหากเทียบกับระบบเดิมที่ใช้กันก่อนหน้านั้นมานานนับสิบๆ ปี โดยองค์ประกอบสำคัญที่นำมาใช้ในการคัดเลือกนักศึกษามี 2 ส่วนใหญ่ ได้แก่(1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนในช่วงมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) ที่สะท้อนด้วยคะแนนเฉลี่ยสะสม (GPA) ซึ่งคิดเป็น 5% และตำแหน่งเปอร์เซนไทล์(PR) ของนักเรียนในโรงเรียนของตนเอง ซึ่งคิดเป็น 5% (2) คะแนนที่ได้จากทดสอบด้วยข้อสอบกลางของทบวงมหาวิทยาลัย ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ คือ (2.1) กลุ่มวิชาหลักที่ผู้สมัครอบทุกคนต้องสอบเป็นวิชาร่วม จำนวน 3 วิชา (ภาษาไทย สังคมศึกษา อังกฤษ) (2.2) กลุ่มวิชาหลักที่เกี่ยวข้องกับสาขาวิชาที่ต้องการเข้าเรียน และ(2.3) กลุ่มวิชาเฉพาะสาขา (ในบางสาขาวิชา)
โดย ดร.วิเชียร เกตุสิงห์
ปี 2546 (8 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง GPA กับการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษา ของ ดร.วิเชียร เกตุสิงห์ กล่าวว่าในการคัดเลือกผู้จบชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า) โดยการสอบรวม ซึ่งดำเนินการโดยทบวงมหาวิทยาลัย (ในฐานะผู้ประสานงานที่ได้รับมอบหมายจากสถาบันอุดมศึกษาต่างๆ) กำหนดให้ผู้สมัครต้องสอบวัดความรู้วิชาต่างๆ ตามที่คณะ/สาขาวิชาในสถาบันอุดมศึกษาแต่ละแห่งกำหนด แล้วนำคะแนนจากการสอบวัดความรู้นั้นมารวมกับคะแนนจากผลการเรียนสะสมตลอดหลักสูตร ในรูปของผลการเรียนเฉลี่ย (GPA) และตำแหน่งเปอร์เซ็นไทล์จากสถานศึกษา (PR) ในสัดส่วน 90:10 คือคิดคะแนนผลการเรียน (GPA + PR) ร้อยละ 10 และคะแนนจากการสอบวัดความรู้อีก ร้อยละ 90
โดย นายณัฐนันทน์ แนวมาลี
ปี 2555 (10 หน้า)

     การดำเนินงานวิจัยสร้างสรรค์ชิ้นนี้เป็นการนำเอาระบบสัญลักษณ์ภาพเพื่อใช้ในการออกแบบเชิง สาธารณประโยชน์มาผสมและปรับกับองค์ความรู้ต่างๆเพื่อให้เกิดการบูรณาการในการเรียนรู้การออกแบบ และการสื่อสารในภาพที่ร่วมสมัยมากยิ่งขึ้น เป็นประโยชน์ต่อทั้งครู อาจารย์ นักเรียนผู้พิการทางได้ยิน และผู้สนใจทั่วไปซึ่งต้องการศึกษาภาษามือการสะกดนิ้วเบื้องต้น ซึ่งนับเป็นครั้งแรกในประเทศไทยที่มี การออกแบบอักษรสัญลักษณ์มือที่มีมาตรฐานในการออกแบบระดับสากล โดยได้รับความร่วมมือจากผู้เชี่ยวชาญหลายสาขา และเป็นการสร้างระบบการออกแบบที่สามารถนำไปต่อยอดกับสื่อทันสมัยต่างๆ ได้ง่าย ซึ่งจะสามารถเผยแพร่และเรียนรู้ได้กว้างขึ้นจากทั้งผู้พิการทางการได้ยินและจากผู้สนใจทั่วไป

      


โดย รองศาสตราจารย์ นิตยา เงินประเสริฐศรี
ปี 2545 (11 หน้า)
งานวิจัย เรื่อง ความเหมาะสมในการถ่ายโอนสถานศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น : บทสะท้อนจากกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ของ รองศาสตราจารย์ นิตยา เงินประเสริฐศรี กล่าวว่าศตวรรษที่ 21 จัดว่าเป็นยุคเบ่งบานของการปกครองส่วนท้องถิ่น (World Bank,2000) ซึ่งเป็นไปตามกระแสแนวคิดการถ่ายโอนอำนาจหน้าที่จากส่วนกลางให้แก่ส่วนท้องถิ่น ภายใต้วิสัยทัศน์ของการบริหารรัฐกิจแนวใหม่ ที่ต้องการให้องค์กรท้องถิ่นและชุมชนมีส่วนร่วมในการบริหารงานของรัฐการกระจายอำนาจทางการศึกษาเป็นคลื่นลูกใหม่ของกลยุทธ์การมีส่วนร่วมของประชาชน และเป็นกลยุทธ์สำคัญของการปฎิรูปการศึกษา ซึ่งได้แพร่หลายไปทั่วโลกนับตั้งแต่ทศวรรษ 1980 ทั้งนี้ ตามหลักสากล การกระจายอำนาจทางการศึกษา จำแนกเป็น 3 รูปแบบ ได้แก่ การแบ่งอำนาจ(deconcentration) การมอบอำนาจ (delegation) และการถ่ายโอนอำนาจ (devolution) ซึ่งใน 3 รูปแบบนี้ การถ่ายโอนอำนาจทางการศึกษาเป็นการกระจายอำนาจที่สมบูรณ์มากที่สุดตามอุดมการณ์ประชาธิปไตย
โดย รศ.ดร.ชนิตา รักษ์พลเมืองรศ. ดร. จรูญศรี มาดิลกโกวิทอ. ดร. อุบลวรรณ หงษ์วิทยากรนายชิตชยางค์ ยมาภัย
ปี 2547 (10 หน้า)
งานวิจัยเรื่อง การวิจัยเอกสารเรื่องสภาวะการขาดแคลนครูในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน กล่าวถึงในช่วงที่ผ่านมาประเทศต่างๆ ทั่วโลกประสบปัญหาขาดแคลนครูทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพโดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปัญหาดังกล่าวมีสาเหตุสำคัญหลายประการโดยเฉพาะจำนวนประชากรในวัยเรียนที่มีอัตราการเพิ่มสูงมากจนสถาบันผลิตครูไม่สามารถผลิตบัณฑิตได้เพียงพอ และการที่สถานภาพวิชาชีพครูตกต่ำลงและมีรายได้น้อยจนเยาวชนไม่สนใจเข้าศึกษาหรือประกอบอาชีพครู ปัจจุบันประเทศไทยกำลังประสบปัญหาขาดแคลนครูโดยเฉพาะในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน การศึกษาสภาวะการขาดแคลนครู ตลอดจนแนวทางและมาตรการแก้ปัญหาที่ประเทศต่างๆ ได้ดำเนินการจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการกำหนดนโยบายของรัฐบาล
โดย ศิฬาณีนุชิต ประสิทธิ์ชัยพฤฒิพงศ์ พัวศิริพยุง มีสัจ
ปี 0 (10 หน้า)
งานวิจัยเรื่อง สื่อการเรียนการสอนสำหรับผู้บกพร่องทางการได้ยิน เรื่องระบบนิเวศ กล่าวถึงการศึกษาของประชากรเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ซึ่งการศึกษาจะมีคุณภาพย่อมเกิดจากการเรียนรู้ของ ผู้เรียนเป็นตัวผลักดันให้เกิดการศึกษาค้นคว้าข้อมูลที่ถูกต้อง ผู้สอน ผู้เรียน สื่อการเรียนการสอนล้วนเป็นปัจจัยหลักที่ส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน หากทุกองค์ประกอบมีคุณภาพก็จะก่อให้เกิดการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่มีประสิทธิภาพ แต่ทั้งนี้ยังมีผู้เรียนบางกลุ่มในสังคมที่ต้องการสื่อการเรียนการสอนที่พิเศษ มีความเหมาะสมต่อความสามารถทางร่างกาย สติปัญญาและการเรียนรู้คือ ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ด้วยเหตุแห่งความบกพร่องทางการได้ยิน ส่งผลให้เกิดการเรียนรู้ช้ากว่าคนปกติทั่วไป เมื่อเทียบในระดับวัยเดียวกัน เนื่องจากมนุษย์เริ่มต้นเรียนรู้ด้วยการฟัง หัดพูด โดยการเลียนแบบเสียงที่ได้ยิน จนสามารถอ่านออกเขียนได้
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.มลิวัลย์ ลับไพรี
ปี 2547 (7 หน้า)
งานวิจัยเรื่อง แนวทางการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาศักยภาพของเด็กที่มีความสามารถพิเศษ โรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์หลักเพื่อทราบแนวทางในการจัดการเรียนการสอนเพื่อการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่อยู่ในโครงการส่งเสริมเด็กที่มีความสามารถพิเศษของโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ฝ่ายประถม
โดย รศ.อาริสา รัตนเพ็ชร์ดร.ศุภวรรณ เลิศไกรอาจารย์เอธัสวัฒน์ คำมณีอาจารย์สุธิตา มณีชัย
ปี 2548 (7 หน้า)
งานวิจัยเรื่อง การจัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (เขตพื้นที่การศึกษาภาคใต้ ปีการศึกษา 2547) กล่าวถึงตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 มาตรา 10 วรรค 4 กำหนดให้มีการจัดการศึกษาสำหรับเด็กและเยาวชนที่มีความสามารถพิเศษด้วยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำนึงถึงความสามารถของบุคคล ปัจจุบันการจัดการเรียนการสอนสำหรับผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษด้านคณิตศาสตร์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายของโรงเรียนมัธยมศึกษาไม่แตกต่างจากการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนทั่วไป ทำให้นักเรียนที่มีความสามารถพิเศษไม่ได้รับการพัฒนาเต็มตามศักยภาพ
FirstPrev1234567161718NextLast v