FirstPrev1NextLast v
โดย นางนันทา ชุติแพทย์วิภา
ปี 2547 (11 หน้า)
งานวิจัยเรื่อง รายงานการติดตามและประเมินผลการใช้หลักสูตรสถานศึกษาโรงเรียนพระมารดานิจจานุเคราะห์ จัดทำขึ้นสืบเนื่องจากพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 มาตรา 27 ได้กำหนดให้มีการจัดทำหลักสูตรการศึกษาขึ้นพื้นฐานพุทธศักราช 2544 ขึ้น เพื่อเป็นหลักสูตรแกนกลางที่เสริมสร้างความเป็นไทย ความเป็นพลเมืองดีของชาติ การดำรงชีวิต และการประกอบอาชีพ ตลอดจนเพื่อการศึกษาต่อ โดยสถานศึกษามีหน้าที่จัดทำสาระของหลักสูตรให้สอดคล้องและบรรลุเป้าหมายของประเทศชาติ ตามความเหมาะสมของแต่ละระดับ ตามวัยและศักยภาพของผู้เรียนอย่างหลากหลาย
โดย รศ. ดร. ชัยยุทธ ปัญญสวัสดิ์สุทธิ์
ปี 2545 (67 หน้า)
รายงานผลการวิจัย การลงทุนทางการศึกษาของประเทศไทย นี้เนื้อหาการวิจัยเน้นที่การวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษาของภาคครัวเรือน โดยจะจำแนกค่าใช้จ่ายตามระดับรายได้และภูมิภาคของครัวเรือน รวมทั้งประเภทของรายจ่ายที่เกิดขึ้น การศึกษารายจ่าย ของภาคครัวเรือน อาศัยข้อมูลการสำรวจภาวะเศรษฐกิจและสังคม (Socio-Economic Survey) ที่จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ข้อมูลดังกล่าวมีการจัดเก็บทุก 2 ปี การศึกษาฉบับนี้จะเน้นที่ปี 2543 และ 2545 เป็นหลัก ซึ่งเป็นข้อมูลล่าสุด โดยผู้วิจัยจะอาศัยโปรแกรมประมวลผลทางสถิติชื่อ STATA ในการวิเคราะห์
โดย ศาสตราจารย์ ดร.บุญเสริม วีสกุล, ดร.รังสิต ศรจิตติ,อาจารย์วีรพา ฐานะปรัชญ์, อาจารย์นันทวัน รามเดชะ
ปี 2549 (151 หน้า)
เอกสารเรื่อง การใช้แบบจำลองประมาณการทางการเงินในโครงการ กรอ. กล่าวถึง การใช้แบบจำลองแบบสถิติ (static model) โดยได้สมมติให้ 1) จำนวนนักศึกษาในอุดมศึกษามีจำนวนเท่ากันในทุกรุ่น 2) ไม่มีการเปลี่ยนแปลงในอัตราค่าเล่าเรียนตลอดคาบเวลาของการประมาณการ 3) นักศึกษาทุกคน (ที่มีสิทธิกู้) กู้เพื่อเป็นค่าเล่าเรียน 4) สถาบันการศึกษาของรัฐแต่ละแห่งได้ปรับค่าเล่าเรียนเพิ่มขึ้นโดยเฉลี่ยให้เท่ากับ 50% ของค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอน 5) นักศึกษาทุกคนสอบเลื่อนชั้นขึ้นในแต่ละปีจนสำเร็จการศึกษา และ 6) โครงการ กรอ. เริ่มใช้กับกลุ่มนักศึกษาที่เข้าเรียนในชั้นปีที่ 1 ในปีการศึกษา 2549 และการเงินที่คำนวณสำหรับ 1 รุ่น หมายถึง การกู้ของนักศึกษากลุ่มนี้จนสำเร็จการศึกษา ซึ่งอาจจะเป็นระยะเวลา 2 ปีสำหรับหลักสูตร ปวส. ระยะเวลา 4 ปีสำหรับหลักสูตรปริญญาตรี และระยะเวลา 6 ปีสำหรับหลักสูตรแพทยศาสตร์
โดย ดร. สมชัย ฤชุพันธุ์,สฤณี อาชวานันทกุล,ณัฐพงษ์ ดำรงรัตน์
ปี 2547 (116 หน้า)
รายงานผลการวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบระบบงบประมาณเพื่อการศึกษาของประเทศไทยกับประเทศต่างๆ กล่าวถึง ปัญหาเรื่องการศึกษาไทยนั้นเป็นประเด็นที่มีการโต้เถียง วิเคราะห์ และสังเคราะห์ออกมาเป็นรายงานวิจัยมากมายในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ในอดีตมีผู้ตั้งข้อสังเกตหลายครั้งว่า ปัญหาด้านการศึกษาของไทยนั้นมีสาเหตุหลักมาจากการใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาไม่เพียงพอ โดยเฉพาะเงินงบประมาณจากภาครัฐ อย่างไรก็ตาม ข้อมูลเปรียบเทียบกับระดับการใช้เงินลงทุนด้านการศึกษาของประเทศต่างๆ ชี้ว่าระดับการใช้เงินของประเทศไทยในด้านนี้ไม่ด้อยกว่าประเทศกำลังพัฒนาอื่นๆ ยกตัวอย่างเช่น ในปี 2545 เงินทุนที่ใช้เพื่อการศึกษาของไทย ทั้งจากภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคครัวเรือน มีสัดส่วนประมาณร้อยละ 6.8 ของผลผลิตมวลรวมประชาชาติในประเทศ (Gross Domestic Product หรือ GDP) ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD และ 20 ประเทศพันธมิตร OECD คือร้อยละ 6.1 ในปีเดียวกัน นอกจากนี้ เงินงบประมาณที่รัฐบาลไทยใช้เพื่อการศึกษาได้เพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยร้อยละ3.9 ต่อปี โดยมีปริมาณเงินงบประมาณเพิ่มขึ้นจาก 208,614.1 ล้านบาท เป็น 262,938.3 ล้านบาท ในช่วงปี 2542 - 2548 ในขณะที่เงินงบประมาณรวมของประเทศเพิ่มขึ้นจาก 825,000 ล้านบาท เป็น 1,200,000 ล้านบาท คิดเป็นอัตราเพิ่มเฉลี่ยปีละร้อยละ 5.5 ในช่วงเวลาเดียวกัน ตามลำดับ ซึ่งอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินงบประมาณโดยรวมที่สูงกว่าอัตราการเพิ่มขึ้นของเงินงบประมาณเพื่อการศึกษา ได้ส่งผลให้อัตราส่วนของเงินงบประมาณด้านการศึกษาต่อเงินงบประมาณทั้งหมดลดลงจากร้อยละ 25.3 เป็นร้อยละ 21.9 แต่ก็ยังอยู่ในระดับที่สูงกว่าระดับของต่างประเทศคือร้อยละ 13.5 โดยเฉลี่ยค่อนข้างมาก ในช่วงเวลาเดียวกัน และในภาพรวมของค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา เงินงบประมาณจากภาครัฐคิดเป็นสัดส่วนประมาณร้อยละ 58.99-78.77 ของค่าใช้จ่ายด้านนี้ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งเป็นอัตราที่ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศสมาชิก OECD ซึ่งอยู่ที่ประมาณร้อยละ 88.44 ส่วนที่เหลือเป็นเงินลงทุนของภาคเอกชน (โรงเรียนเอกชน) และภาคครัวเรือน (เงินค่าซื้อหนังสือนอกเวลา ฯลฯ)
FirstPrev1NextLast v